วันจันทร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2557

สรุปการเรียนรู้ วันที่ 22 เมษายน 2557

เรียบเรียงโดย น.ส.จิราภรณ์  พุ่มพันธ์วงษ์

              วันที่ 22 เมษายน 2557    

ช่วงเช้า          ผศ.ดร.ประเสริฐ  แซ่เอี๊ยบ
ช่วยบ่าย         ดร.เจนศึก  โพธิศาสตร์

ช่วงเช้า
1.เรียบรู้เรื่องการประเมินสื่อ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการสร้างชิ้นงานของผู้เรียนและการให้คะแนนของผู้สอน จะทำให้สอนมีเกณฑ์ในการให้คะแนนที่ชัดเจน ผู้เรียนสามารถตรวจสอบได้

2.ผู้เข้าอบรมนำเสนอการสร้างสื่อด้วยโปรแกรม IPPT และแต่ละกลุ่มประเมินผลงานของเพื่อนๆ ส่งอาจารย์/วิทยากร โดยมีกลุ่มที่นำเสนอ  กลุ่ม  คือ 1.อาเซียน  2.เครื่องดนตรีไทย  3.ตัวฉันและเวลา  4.การใช้ห้องสมุด  5.มาตราตัวสะกด
3. ทำแบบทดสอบ ผศ.ประเสริฐ  จำนวน 3 ข้อ (อัตนัย)


ช่วงบ่าย
ดร.เจนศึก ให้นำเสนอผลงงานจากการอบรมผ่านเครือข่ายการเรียนรู้ เช่น Google+, Facebook เป็นต้น และทำแบบประเมินการอบรมให้กับวิทยากรทั้ง 4 ท่าน

สรุปการเรียนรู้ วันที่ 21 เมษายน 2557

เรียบเรียงโดย น.ส.จิราภรณ์  พุ่มพันธ์วงษ์

              วันที่ 22 เมษายน 2557    

สำหรับการเรียนรู้ในวันนี้วิทยากรได้ให้ความรู้  ดังนี้

สร้างสื่อนวัตกรรมและการนำไปใช้
สื่อการเรียนการสอนหมายถึง สื่อชนิดใดก็ได้ไม่ว่าจะเป็นเทปเสียง สไลด์ วิทยุ อินเตอร์เน็ต ภาพนิ่ง ฯลฯ ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่ผู้สอนวางไปเป็นอย่างดี

สื่อการเรียนการสอน 11 สื่อ (เอคการ์ เดล)
1.ประสบการณ์ตรง(เช่น การดูนิทรรศการ)
2.ประสบการณ์รอง
3.ประสบการณ์นาฏกรรม(การใช้บทบาทสมมุติ)
4.การสาธิต
5.การศึกษานอกสถานที่
6.นิทรรศการ
7.โทรทัศน์
8.ภาพยนต์
9.การบันทึกเสียง วิทยุ ภาพนิ่ง
10.ทัศนสัญลักษณ์
11.วัจนภาษา
(หมายเหตุข้อ 1-6 = การกระทำ , 7-9 = ภาพ , 10-11 = นามธรรม)

สื่อมี 3 ประเภท (เอคการ์ เดล)
1.สื่อวัสดุ
            - ถ่ายทอดความรู้ด้วยตัวเอง
- ถ่ายทอดความรู้ด้วยอุปกรณ์ช่วย
2.สื่อประเภทอุปกรณ์
3.สื่อประเภทเทคนิคและวิธีการ

ทรัยพยากรเรียนรู้ (อีลี)
1.คน
2.วัสดุ
3.สถานที่
4.เครื่องมือและอุปกรณ์
5.กิจกรรม

หลักการออกแบบบทเรียนโปรแกรม
1. ให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างกระฉับกระเฉง
2. ให้ผลย้อนกลับทันที
3. ประเมินทีละน้อย ๆ
4. ให้นักเรียนได้รับประสบการณ์แห่งความสำเร็จ

การเลือกสื่อการสอนต้องสัมพันธ์กับวัตถุประสงค์และประสบการณ์
การเลือกสื่อการสอนต้องสัมพันธ์กับขนาดและกิจกรรมของผู้เรียน
การเลือกสื่อตามประเภทของสื่อ

ขั้นตอนการออกแบบบทเรียนโปรแกรมแบบ story line
1. ชื่อบทเรียน
2. คำแนะนำ + วัตถุประสงค์
3. เนื้อหา
4. แบบฝึกหัด (ทำทันทีหลังจากเนื้อหา เช่น เนื้อหาบทที่ 1 แบบฝึกหัดที่ 1)
            - ผิดกลับไปทบทวนเนื้อหาใหม่
            - ถูกไปที่เนื้อหาต่อไป
5. สรุป
   
ฝึกปฏิบัติ 
ช่วงเช้า  ศึกษา Case Study และร่วมปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มเพื่อวางแผนอย่างเป็นระบบในการใช้สื่อ
การสอน (ASSURE)

1.การวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียน  (Analyze Learner Characteristics)
            นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 สายวิทย์-คณิต โรงเรียนสงวนหญิง จ.สุพรรณบุรี จำนวน 25 คน
2.กำหนดวัตถุประสงค์ (State Objectives)
            เชิงทั่วไป: นักเรียนมีวิจารณญาณในการติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นผ่านทางระบบ Social Network
            เชิงพฤติกรรม
1. นักเรียนสามารถตรวจสอบข้อมูลของบุคคลที่จะติดต่อสื่อสารผ่านทางระบบ Social Network ได้
2. นักเรียนสามารถเลือกรับหรือไม่รับบุคคลที่จะติดต่อสื่อสารผ่านระบบ Social Network จากการตรวจสอบข้อมูลจริงได้
3.การเลือก ดัดแปลง หรือออกแบบสื่อใหม่ (Select, Modify, Design Materials)
            1. เอกสารข่าว เรื่อง “แม่สาว 17 วิ่งโร่ร้องปวีณาขอความเป็นธรรมหลังลูกสาวเสียชีวิตในบ้านผู้ชายที่รู้จักทาง facebook
            2. ใบงานสรุปประเด็นจากข่าวที่กำหนดให้
            3. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในการผ่านระบบ Social Network
            4. ระบบ Social Network
4.การใช้สื่อ (Utilize Materials)
            1. เตรียมเอกสารจากข่าวที่เลือกให้เพียงพอกับจำนวนของนักเรียน
            2. เตรียม User จำลอง ที่จะใช้ในการทดสอบพฤติกรรมนักเรียน
5.การกำหนดการตอบสนองของผู้เรียน (Require Learner Response)
            1.ครูแจ้งวัตถุประสงค์การเรียนรู้และเอกสารให้นักเรียนทุกคน
            2.แบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 5 คน ศึกษา case study ที่แจกให้และร่วมแสดงความคิดเห็นภายในกลุ่มจากประเด็นที่ครูกำหนด
            3.นักเรียนนำเสนอประเด็นและอธิบายแสดงความคิดเห็นหน้าชั้นเรียน
            4.นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมสถานการณ์จำลองเพื่อทดสอบตามวัตถุประสงค์
            5.ครูสรุปประเด็นและให้คำแนะนำเพิ่มเติมจากประเด็นที่ศึกษา
6.การประเมิน (Evaluation)
            ประเมินโดยการสร้างสถานการณ์จำลอง เพื่อทดสอบการเลือกรับหรือไม่รับบุคคลที่เข้ามาติดต่อสื่อสารกับนักเรียน (สร้าง User ที่เป็นข้อมูลจริงและข้อมูลเท็จ ทำการทดสอบโดยการเพิ่มเพื่อนใน
Facebook ของนักเรียน เพื่อประเมินว่านักเรียนมีวิจารณญาณในการเลือกรับหรือไม่รับบุคคลที่เข้ามาติดต่อสื่อสารทางระบบ Social Network หรือไม่

ช่วงบ่าย  ฝึกการสร้างสื่อด้วยโปรแกรม IPPT  และเตรียมนำเสนอในวันถัดไป

สรุปการเรียนรู้ วันที่ 20 เมษายน 2557

เรียบเรียงโดย น.ส.จิราภรณ์  พุ่มพันธ์วงษ์

              วันที่ 22 เมษายน 2557    

วันนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงตัววิทยากรที่จะทำการอบรม คือ
ช่วงเช้า              ว่าที่ร้อยตรีหญิง ดร.ชัชญาภา  วัฒนธรรม
ช่วงบ่าย             ผศ.ประเสริฐ  แซ่เอี๊ยบ

ช่วงเช้า   ว่าที่ร้อยตรีหญิง ดร.ชัชญาภา  วัฒนธรรม
ผู้เข้าอบรมทำแบบทดสอบ นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา  โดยการออกแบบการสร้าง Blog จากโจทย์ที่วิทยากรกำหนดให้  ดังนี้
ให้ทุกท่านตอบคำถาม "นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ" ที่ให้ไปตามลำดับ โดยให้ศึกษา ค้นคว้า สรุป ด้วยกระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ลงในบล็อกของตนเอง พร้อมทั้งทำลิงก์ที่มาของข้อมูลที่สืบค้นหน้าเว็บไซต์นั้นๆ ตามประเด็นดังต่อไปนี้ 
        1. อธิบายความหมาย บอกคุณลักษณะ ประโยชน์ ข้อดี ข้อจำกัด 
        2. แทรกตัวอย่างรูปภาพ หรือ แทรวิดีโอ ในหัวข้อที่ได้ 
        3. ท่านจะประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน หรือ ชีวิตประจำวัน หรือ ในหน่วยงาน องค์กรได้อย่างไร
        4. ระบุข้อเสนอแนะ ติ ชม ทุก ๆ ด้าน จากการอบรมของ ดร.ชัชญาภา วัฒนธรรม (ข้อนี้ไม่มีความสัมพันธ์กับคะแนนข้อที่ 1-3)   โดย น.ส.จิราภรณ์  พุ่มพันธ์วงษ์  ได้โจทย์การศึกษาเรื่อง e-Magazine



ช่วงบ่าย            ผศ.ประเสริฐ  แซ่เอี๊ยบ
นวัตกรรม หรือ  “นวกรรม  มาจากคำภาษาอังกฤษว่า  "Innovation"  โดยคำว่านวัตกรรมมาจากภาษาบาลีคือ  นว + อตต + กรรม
นว        แปลว่า  ใหม่
อตต     แปลว่า   ตัวเอง
กรรม    แปลว่า   การกระทำ
            นวัตกรรม หรือ นวกรรมหมายถึงการกระทำที่ใหม่ของตนเองหรือ การกระทำของตนเองที่ใหม่  (เสาวณีย์  สิกขาบัณฑิต,  2528)
            นวัตกรรม หรือ นวกรรม หมายถึง การนำสิ่งใหม่ ๆ อาจเป็นแนวความคิด หรือ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยมีใช้มาก่อน หรือเป็นการพัฒนาดัดแปลงจากของเดิมที่มีอยู่แล้วให้ทันสมัย และได้ผลดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงกว่าเดิม ทั้งยังช่วยประหยัดเวลาและแรงงานได้ด้วย

นวัตกรรม เกิดจาก
1. มีการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งใหม่ หรือปรับปรุงของเก่าให้เหมาะสมกับสภาพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพงานให้สูงขึ้น
2. มีการพัฒนา ปรับปรุง โดยผ่านการทดลองจนมีประสิทธิภาพ
3. มีการนำไปใช้ปฏิบัติในสถานที่จริง ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติใหม่ที่แปลกไปจากที่เคยปฏิบัติมา

สาเหตุการเกิดนวัตกรรมการศึกษา 4 ประการ
1. ความแตกต่างของบุคคล
2. ความพร้อม
3. การศึกษา
4. การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น

หลังจากเกิดนวัตกรรมแล้วนั้น จะเป็นที่ยอมรับหรือไม่ เพียงใด ขึ้นอยู่กับบุคคลสำคัญ 3 ฝ่าย คือ
1. นวัตกร (Innovators)
2. ผู้นำ (Leaders)
3. ผู้ต่อต้าน (Resistors)

การยอมรับนวัตกรรม มีขั้นตอนดังนี้
1.  ขั้นความรู้  (knowledge)
2.  ขั้นสนใจ (interest
3.  ขั้นประเมินผล  (Evaluation)
4.  ขั้นทดลอง  (Trial)
5.  ขั้นยอมรับ  (Adoption)
6.  ขั้นบูรณาการ (integration)

การปฏิเสธนวัตกรรม เกิดจากสาเหตุดังนี้
1. ความเคยชินกับวิธีการเดิม ๆ
2. ความไม่แน่ใจในประสิทธิภาพของนวัตกรรม
3. ความรู้ของบุคคลต่อนวัตกรรม
4. ข้อจำกัดทางด้านงบประมาณ

ผลจากการใช้นวัตกรรม (3 ป)
1. ประสิทธิภาพ
2. ประสิทธิผล
3. ประหยัด

"นวัตกรรม" สามารถสิ้นสภาพได้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและหมดความนิยม


สรุปการเรียนรู้ วันที่ 19 เมษายน 2557

เรียบเรียงโดย น.ส.จิราภรณ์  พุ่มพันธ์วงษ์

              วันที่ 22 เมษายน 2557   

สำหรับการเรียนรู้ในวันนี้เป็นการเรียนรู้ถึงวิธีการจัดทำแหล่งการเรียนรู้ที่เรียกว่า Web Quest  โดยวิทยากรได้ชี้แนะถึงวิธีการจัดทำ Web Quest ผ่านขั้นตอน 6 ขั้นตอน  จนผู้เข้าอบรมสามารถจัดทำ แบบเรียนออนไลน์ได้ 1 ชิ้น  ซึ่งสาระการเรียนรู้ทั้งหมด มีดังนี้
Web Quest  คือการจัดการเรียนการสอนที่เน้นการแสวงหาความรู้ โดยใช้ ICT เป็นฐานการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนกับแหล่งเรียนรู้ต่างๆ บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยผู้เรียนจะต้องวิเคราะห์เนื้อหาสาระที่ได้จากการเรียนด้วยตนเอง 
             องค์ประกอบWeb Quest 
การสร้างแหล่งการเรียนรู้ด้วย Web Quest ได้นั้นผู้สอนควรทราบถึงองค์ประกอบหลักในการจัดสภาพแวดล้อมของผู้เรียน โดยต้องคำนึงถึง การออกแบบ การวางแผนการสอน และการพัฒนาบทเรียน(Web Quest) ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ดังนี้
1.บทนำ (Introduction) เป็นส่วนที่กำหนดขั้นตอนและให้ความรู้พื้นฐาน
2.ภาระงาน (Task) เป็นส่วนที่กำหนดว่าให้ผู้เรียนทำอะไร
3.กระบวนการเรียนรู้ (Learning Process) เป็นส่วนที่กำหนดให้ผู้เรียนกระทำตามขั้นตอนที่กำหนดเพื่อเข้าสู่วัตถุประสงค์ของงานหนึ่งๆ ที่มีคำอธิบายเป็นขั้นตอนตามลำดับ
4.แหล่งเรียนรู้ (Resource) เป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้เรียนทำงานที่กำหนดสำเร็จสมบูรณ์ ซึ่งแหล่งข้อมูลส่วนใหญ่อยู่ในเอกสารเดียวกัน อาจหมายถึงเอกสารบนเว็บต่างๆ หรือ URL ที่เกี่ยวข้องe-Mail
ของผู้ชำนาญการในเรื่องนั้นๆ ฐานข้อมูลที่สามารถเข้าสืบค้นได้บนเว็บ
5.ประเมินผล (Evaluation) เป็นส่วนที่กำหนดขึ้นเพื่อประเมินคุณภาพตามเกณฑ์ (Scoring Rubric)
6.สรุป (Conclusion) เป็นส่วนที่กำหนดขึ้นเพื่อประเมินคุณภาพตามเกณฑ์(Scoring Rubric)

สรุปการเรียนรู้ วันที่ 18 เมษายน 2557

สำหรับการเรียนรู้  เรื่องเทคโนโลยีและสารสนเทศ สรุปได้ดังนี้

1.       ได้ทราบถึงวิธีการสร้าง Blog เพื่อใช้ในการนำเสนอและเผยแพร่แหล่งการเรียนรู้ที่ครูผู้สอนอาจจะไปเสาะแสวงหามาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ หรือเป็นผู้สร้าง  รวบรวมแหล่งข้อมูลเพื่อเผยแพร่เอง  โดยในครั้งนี้วิทยากรได้แนะนำเว็บไซต์ที่จะใช้เผยแพร่จาก Blogger.com
2.       ได้ทราบถึงความสำคัญของระบบสารสนเทศว่ามีความสำคัญต่อมนุษย์ในทุกๆ ด้าน โดยสารสนเทศที่มีอยู่อย่างหลากหลายนั้น  หากนำมาจัดระบบใหม่จะทำให้มนุษย์สามารถเลือกใช้ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว
ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อองค์กรต่างๆ ที่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลเหล่านั้น
3.       ได้ทราบถึงคุณลักษณะของระบบสารสนเทศ และตัวอย่างของระบบสารสนเทศที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันได้ และสามารถอธิบายได้ว่ามีลักษณะอย่างไร
4.       รู้จักเรียนรู้ด้วยตนเองจากการใช้เทคโนโลยีเพื่อจัดการสารสนเทศต่างๆ ที่ตนเองต้องการนำเสนอ
5.       ผู้เข้าอบรมตอบแบบสอบถามออนไลน์จาก blog ที่วิทยากรได้จัดทำขึ้น  ดังนี้

คำถาม
1. ระบบสารสนเทศมีความสำคัญต่อมนุษย์อย่างไร
ตอบ     ระบบสารสนเทศมีความสำคัญต่อมนุษย์ คือ 
1. ช่วยสร้างความสะดวกและรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร
2. สามารถเข้าถึงข้อมูลจำนวนมากได้อย่างรวดเร็วและได้ข้อมูลที่ทันสมัยตลอดเวลา
3. ช่วยพัฒนาความก้าวหน้าทางสติปัญญา ให้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากเทคโนโลยี

2. จงยกตัวอย่างระบบสารสนเทศและอธิบายคุณลักษณะระบบสารสนเทศแต่ละแบบที่มีอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา
ตอบ  ตัวอย่างระบบสารสนเทศที่มีอยู่ในชีวิตประจำวัน  เช่น ด้านการศึกษา  เรื่องของการวัดวิเคราะห์และประเมินผลการเรียนของนักเรียน โดยคุณลักษณะของระบบสารสนเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา
ที่กล่าวมานั้น จำเป็นที่จะต้องมีการรวบรวมข้อมูลและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อวิเคราะห์จำแนกแบ่งกลุ่มเพื่อประเมินผลการเรียนของนักเรียนแต่ละคนอย่างชัดเจน และมีการเก็บข้อมูลไว้เป็นฐานข้อมูล

เพื่อดูสถิติย้อนหลังหรือเรียกนำมาใช้เมื่อต้องการได้อย่างทันท่วงที  เป็นต้น

สรุปการเรียนรู้ วันที่ 17 เมษายน 2557

                                                                                                               เรียบเรียงโดย น.ส.จิราภรณ์  พุ่มพันธ์วงษ์
                                                                                                                                                วันที่ 22 เมษายน 2557

สำหรับวันที่ 17 เมษายน 2557  อ.ดร.เจนศึก  โพธิศาสตร์ ได้ให้คำแนะนำแก่ผู้เข้าอบรม เรื่อง โครงการ/โครงงานการสืบค้นรวบรวม และ จัดทำแหล่งการเรียนรู้ เพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้
ซึ่งการอบรมในครั้งนี้ ดร.เจนศึก ได้ให้ผู้เข้าอบรมทำกิจกรรมกลุ่ม โดยอาศัยกระบวนการ PBL (Preject Base Learning) จนผู้เข้าอบรมสามารถจัดทำร่างโครงงานได้ 1 โครงงาน  คือ โครงงานสำรวจแหล่งการเรียนรู้

ชื่อโครงงาน  สำรวจการใช้แหล่งการเรียนรู้ของผู้เข้าฝึกอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูของคุรุสภา 9
มาตรฐานครั้งที่ 1

ผู้จัดทำ
1.นางสาวจิราภรณ์          พุ่มพันธ์วงษ์                   เลขที่ 0187                     หัวหน้า
2.นางสาวจำลอง             แสงทอง                         เลขที่ 0943                     รองหัวหน้า
3.นางสาววรัญญา            เฮงเจริญ                        เลขที่ 0129                     สมาชิก
4.นางสาวกานดาวดี         ขวัญมงคล                      เลขที่ 2339                     สมาชิก
5.นางสาววรยล               เทพหัสดิน ณ อยุธยา       เลขที่ 0108                     สมาชิก
6. นายเทพฤทธิ์              สุภโอภาส                      เลขที่ 0114                     สมาชิก
7.นางสาวธนาพร            สุมณฑา                        เลขที่ 4472                     เลขานุการ

ที่ปรึกษาโครงงาน
อ.ดร.เจนศึก โพธิศาสตร์

ที่มาและความสำคัญของโครงงาน
สังคมปัจจุบันและอนาคตเป็นสังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-Based Economy) การเรียนรู้ ความรู้และนวัตกรรม เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาส่งเสริม การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และเนื่องจากสภาพสังคมอยู่ในสภาวะที่โลกเปลี่ยนผ่าน (Transformation) จากเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (Industrial Economy)  มาสู่สังคมเศรษฐกิจฐานความรู้ ที่ระบุไว้ในแผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.2545-2549) แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมที่ปรับเปลี่ยนไปตามกระแสแห่งโลก และสร้างความตระหนักให้ผู้เกี่ยวข้องทางการศึกษา ให้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดการศึกษาที่เน้นศักยภาพของคนไทย ให้เป็นผู้มีความรอบรู้ และได้ระบุเป้าหมายสำคัญของการจัดการศึกษาไว้ชัดเจนว่า   “การพัฒนาคนอย่างสมดุล สร้างสังคมคุณธรรม ภูมิปัญญาและการเรียนรู้ พัฒนาสภาพแวดล้อมและสังคม ในส่วนของการพัฒนาบุคคล เป็นการพัฒนาคนตามแนวหลักเศรษฐกิจพอเพียง นั่นคือการยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา เพื่อให้คนไทยมีความสุข พึ่งตนเอง และก้าวทันโลกโดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้ สามารถเลือกใช้ความรู้และเทคโนโลยีได้อย่างคุ้มค่าเหมาะสม มีระบบภูมิคุ้มกันที่ดี มีความยืดหยุ่นพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ควบคู่ไปกับการมีคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และพัฒนาชีวิตให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ สติปัญญา มีความรู้ ค่านิยมคุณธรรมและจริยธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 2545 : 4-6)
 พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ .. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ. 2545  มีสาระสำคัญที่สร้างเสริมความรู้ การเรียนรู้  ความใฝ่รู้ การศึกษาค้นคว้า  วิจัย  อันนำไปสู่สังคมความรู้ (Knowledge  Society)  และสังคมการเรียนรู้ (Learning  Society)  ซึ่งสะท้อนบทบาทของแหล่งการเรียนรู้  ในมาตรา ๒๕ รัฐต้องส่งเสริม    การดำเนินงานและการจัดตั้งแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทุกรูปแบบ ได้แก่ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์  สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การศึกษา และนันทนาการ แหล่งข้อมูล และแหล่งการเรียนรู้อื่นอย่างพอเพียง และมีประสิทธิภาพ  (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา 2547a:a14) แนวการจัดการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาชาติ กล่าวถึง    การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนต้องเห็นแบบอย่างที่ดี ได้ฝึก  การคิด ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงที่หลากหลาย ตรงตามความต้องการ  และมีความสุขในการเรียนรู้ ครู คณาจารย์  รู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคล เตรียมการสอนและใช้สื่อที่ผสมผสานความรู้สากลกับภูมิปัญญาไทย จัดบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้ จัดหาและพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อพัฒนาความคิดของผู้เรียนอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 2548a: 3-9) 
                เป้าหมายการจัดการเรียนรู้ต้องมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองเป็นสำคัญ เพื่อให้นักเรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ และสื่อต่างๆ อย่างกว้างขวาง สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับการเรียนรู้ในห้องเรียนและชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี เกิดคุณลักษณะใฝ่รู้ ใฝ่เรียน เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้และรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต การศึกษาค้นคว้าดังกล่าวสามารถศึกษาได้จากแหล่งการเรียนรู้ทั้งในสถานศึกษาและท้องถิ่น ดังนั้นสถานศึกษาต้องจัดให้มีแหล่งการเรียนรู้ทุกรูปแบบและหลากหลาย พร้อมทั้งแนะนำผู้เรียนให้ใช้แหล่งการเรียนรู้ให้เกิดประโยชน์
            แต่ในสภาพจริงผู้สอนอาจจะยังไม่ได้ใช้แหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนให้มีศักยภาพ เนื่องมาจากข้อจำกัดทางด้านเวลา สถานที่ และความรู้ความเข้าใจของผู้สอนที่มีต่อการเลือกใช้แหล่งการเรียนรู้  หรือแหล่งการเรียนรู้ไม่เอื้ออำนวยต่อการจัดการเรียนการสอน  ดังนั้น การสำรวจและจำแนกแหล่งการเรียนรู้ในครั้งนี้จะช่วยให้ผู้ที่เข้าฝึกอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูของคุรุสภา 9 มาตรฐานครั้งที่ 1ได้รับทราบถึงประเภทของแหล่งการเรียนรู้ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนของตนเองได้อนาคต

วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า
1. เพื่อศึกษาประเภทแหล่งการเรียนรู้
2. เพื่อจำแนกประเภทแหล่งการเรียนรู้

ขอบเขตของการทำโครงงาน
1. สำรวจและสังเคราะห์แหล่งการเรียนรู้ประเภทต่างๆ จากข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตและเอกสารอ้างอิงต่างๆ โดยข้อมูลที่ศึกษาต้องมีระยะเวลาการเผยแพร่ตั้งแต่ปี 2550  ขึ้นไป
2. สำรวจข้อมูลแหล่งการเรียนรู้จากผู้เข้าฝึกอบรมมาตรฐานความรู้วิชาชีพครูของคุรุสภา 9 มาตรฐาน
ครั้งที่ 1มาตรฐานที่ 8 นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศทางการศึกษา ระหว่างวันที่ 16 – 22 เมษายน 2557จำนวน  32 คน 

เครื่องมือในการดำเนินงาน       
1. แบบบันทึกประเภทของแหล่งการเรียนรู้
2. แบบสำรวจข้อมูลการใช้แหล่งการเรียนรู้


วิธีดำเนินงาน
1.       ประชุมระดมสมองเพื่อเลือกหัวข้อในการสำรวจข้อมูล
2.       เลือกกลุ่มเป้าหมายและวิธีการสำรวจข้อมูล
3.       ออกแบบแบบสอบถามเพื่อใช้ในการสำรวจข้อมูล
4.       ดำเนินการสำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเป้าหมาย
5.       รวบรวมแบบสอบถาม เพื่อจำแนกประเภทแหล่งการเรียนรู้
6.       ประมวลผลข้อมูลแหล่งการเรียนรู้แต่ละประเภทเพื่อคิดเป็นร้อยละ
7.       สรุปและเขียนรายงานโครงงาน
8.       นำเสนอโครงงาน

แผนปฏิบัติงาน
ลำดับที่
กิจกรรม
ระยะเวลา
ทรัพยากร / ปัจจัย
ผู้รับผิดชอบ
1
Plan
- ประชุมระดมสมองเพื่อเลือกหัวข้อในการสำรวจข้อมูล
- เลือกกลุ่มเป้าหมายและวิธีการสำรวจข้อมูล
- ออกแบบแบบสอบถามเพื่อใช้ในการสำรวจข้อมูล

17 เม.ย.57
-
สมาชิกกลุ่ม
2
Do
- ดำเนินการสำรวจข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเป้าหมาย
- รวบรวมแบบสอบถาม เพื่อจำแนกประเภทแหล่งการเรียนรู้
19 เม.ย.57

- แบบสอบถาม
- รายงานโครงงาน
สมาชิกกลุ่ม
3
Check
- ประมวลผลข้อมูลแหล่งการเรียนรู้แต่ละประเภทเพื่อคิดเป็นร้อยละ
- นำโครงร่างของโครงงานปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา
เพื่อปรับแก้ไข
19 เม.ย.57
โครงร่างโครงงาน
สมาชิกกลุ่ม
4
Action
- สรุปและเขียนรายงานโครงงาน
- นำเสนอโครงงาน

20 เม.ย.57

สมาชิกกลุ่ม
ผลที่คาดว่าจะได้รับ
ครูหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษา  สามารถนำข้อมูลประเภทของแหล่งการเรียนรู้ที่สำรวจไปใช้อ้างอิงและประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนของตนเองในอนาคต

เอกสารอ้างอิง